2006/Oct/31

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 11 หรือ Book Expo Thailand 2006
งานนี้ได้มีโอกาสไปออกบูธกับเขาด้วย อยู่บูธ R41 โซน C-2 ชื่อบูธว่าเกมส์โซน
คงไม่ต้องบอกว่าขายหนังสืออะไรล่ะมั้ง น่าจะเดากันออกเนอะ


งานนี้เหนื่อยมากๆ ต้องไปเตรียมบูธตั้งแต่ 9 โมงเศษๆ กว่าจะเลิกงานปิดบูธเสร็จก็ปาไปเกือบๆ 4 ทุ่มนู่น แถมทำงาน 13 วันรวด ไม่มีวันหยุด
ยืนเกือบทั้งวันแทบไม่ได้นั่ง ช่วง 4 วันแรกปวดขามากๆ ก้าวขาแต่ละก้าวนี่ปวดไปหมด พอมาช่วงหลังกล้ามเนื้อเริ่มเข้าที่ก็เลยไม่ปวดละ แค่เมื่อยนิดหน่อย...


ค่าแรงที่ได้ก็แสนจะน้อยนิด ทำงานวันละเกือบ 12 ชม. ได้วันละ 300 บาท หักค่ากินค่าเดินทางก็เกือบหมดละ
ไปทำ 2 วันแรก ยังคิดอยู่ว่างานนี้ไม่คุ้มเอาซะเลย ทำงานหนักแต่ได้ค่าแรงนิดเดียว
แต่ทำไปเรื่อยๆแล้วกลับรู้สึกสนุกมาก ได้อะไรหลายๆอย่างจากงานนี้ ถึงวันสุดท้ายแล้วรู้สึกใจหาย
นี่งานจบแล้วเหรอ คิดในใจว่าอยากให้งานมีต่อไปอีกซัก 2 เดือนจัง...


ทุกเช้าเมื่อมาถึงงาน จะเจอผู้ที่มาเข้าชมงานยืนรออยู่หน้าประตูกันมากมาย แต่จะถูกกันไว้ไม่ให้เข้าเพราะงานยังไม่เริ่ม
ไอ้เราเดินมาถึงก็ฝ่าฝูงชนไปถึงทางเข้า พี่รปภ.ก็เปิดทางให้เราเข้าไปได้แค่คนเดียว
ทุกสายตาต่างจับจ้องมาทางนี้หมด ประมาณว่าทำไมไอ้นี่มันเข้าได้ฟะ เท่ห์ซะไม่มีอ่ะ หุหุ


มาถึงก็ไปเปิดบูธ จัดหนังสือเรียบร้อย สักพักเจ้าเบียร์ น้องที่ทำงานที่บูธก็จะมา พร้อมกับหิ้วข้าวหิ้วน้ำมาให้
10 โมง เริ่มงานไปได้ซักแป๊บ นายจุ่นเพื่อนที่ทำงานที่บูธอีกคนก็จะเข้ามาที่บูธพร้อมหนังสือพิมพ์สตาร์ซอคเกอร์ เป็นอันว่าครบทีม


ทุกๆเช้าก่อนเริ่มงาน และช่วงใกล้ๆปิดงานจะมีพี่ๆน้องๆจากบูธอื่นแวะเวียนมาเสมอ
มีพี่จากบูธสารานุกรมไทย จะแวะมาดูทุกวัน วันละหลายๆรอบ คุยไปคุยมาได้ความว่า มีเพื่อนฝากหาเกม เลยแวะมาดูว่ามีอะไรบ้างจะได้ไปบอก และซื้อถูก


น้องนั่ม จากบูธพ.ศ.พัฒนา อยู่ฝั่งตรงข้ามแวะมาหาเกมไปเล่น บังเอิญเหลือบไปเห็นหนังสือ Diablo2 แล้วอยากเล่นแต่ไม่มีแผ่น
เลยเอาแผ่นให้ยืมไป พอดีน้องเค้าอยู่ในช่วงสอบเลยหยุดไปหลายวัน เอามาคืนวันสุดท้าย แต่อนิจจา มาแต่กล่อง ลืมแผ่นไว้ในเครื่อง
เลยนัดเจอกันแถวๆบ้านเพื่อเอามาคืน (บูธนี้มี 2 พี่น้องสุดน่ารัก ปาล์ม และมะปราง แอบมองบ่อยๆ หุหุ)


น้องแพร ลูกสาวของคนที่มาฝากวางหนังสือขายหน้าบูธ น่ารักมาก เรียกรอยยิ้มจากทุกๆคนได้เสมอ ชอบชวนไปเล่นเกมที่บูธข้างๆด้วยกันเสมอ
วันไหนน้องแพรไม่มานี่เหงาจริงๆ


พูดถึงบูธข้างๆ นิวเกตมีเดีย บูธนี้จะมาเปิดสายประจำ ปิดบูธก็ปิดก่อนคนอื่น ขนาดวันสุดท้ายยังเก็บข้าวของกันเป็นบูธแรกเลย บูธนี้มี 1 หนุ่ม ชื่อโอ๊ต เป็นเพื่อนต่างบูธคนแรกที่ได้รู้จัก กับอีก 2 สาว เบ็น และจอย (น่ารักทั้งคู่เลย อยากเจออีกจัง) คุยกันไปมากลายเป็นว่ากลุ่มนี้เป็นเพื่อนของเพื่อนจุ่นอีกทีซะนี่ โลกช่างกลมจริงๆ นอกจาก 3 คนนี้แล้วยังมีสาวๆแวะเวียนมาช่วยที่อีกเสมอ ทำไมบูธตูไม่มีมั่งหนอ T_T


น้องจากบูธหนังสือ GLOZE หนังสือคิด และทำโดยเด็กมัธยม แวะมาเหมาการ์ตูนไป 2 ชุด คุยสนุกน่ารักมาก แต่ตอนซื้อพาคุณแม่มาด้วย ไม่กล้าคุยมาก ชื่อก็ไม่กล้าถาม - -
น้องคนส่งข้าว บริการสุดประทับใจ กวนทุกทีที่เจอหน้า ปล่อยมุกฮาประจำ แต่ดันลืมถามชื่อ ไว้ไปที่นั่นอีกจะแวะไปทักทายที่ครัวเน่อ


2 สาวมาสคอตจากบูธแจ่มใสในชุดเกาหลี ร่าเริงแจ่มใสสมชื่อ เดินผ่านหน้าบูธประจำ หยอกเล่นก็เล่นด้วย ยิ้มหวานๆของน้องเค้าเห็นแล้วก็อดเลยยิ้มตามไม่ได้ทุกที


น้องยูโร จากบูธไหนหว่าจำไม่ได้ แอบหนีแม่มาเล่นเกมที่บูธข้างๆ เล่นไปเล่นมาติดใจไม่ยอมเลิกซะงั้น (เอ๊ะหรือติดใจพี่เบ็นหว่าเลยไม่อยากกลับ)


แก๊งค์สาวหมวยจากบูธนานมี เจอบนรถไฟฟ้าตอนเช้าประจำ อุตส่าห์จะเข้าไปเนียนทำความรู้จักที่บูธเค้าซะหน่อย แต่ไหงไปทีไรไม่อยู่ทุกทีหว่า
ทีตอนเดินผ่านล่ะเจอทุกรอบ - -


2 สาวผู้ประกาศข่าวจากประชาสัมพันธ์ เสียงน่ารักมาก เปิดเพลงก็เพราะโดนใจ อยากเห็นหน้าสักครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เห็น


นอกจากนี้ยังได้เจอเพื่อนเก่าๆที่ตั้งแต่จบไปแล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ได้เจออาจารย์ เจอผู้คนหลากหลาย น่ารักกันทั้งนั้น
แถมยังได้พบ และขอลายเซ็นอ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ยอดศิลปินในดวงใจอีกด้วย...


ทุกวันเวลา 2 ทุ่มครึ่ง บูธอื่นๆก็เริ่มเก็บบูธกันแล้ว เหลือแต่บูธเรานี่แหละ ไม่ถึง 3 ทุ่มห้ามปิดเด็ดขาด แถมต้องรอเจ้านายมาเก็บเงินอีก
มาก็สาย เงินทอนก็ให้ไว้นิดเดียว ต้องควักกระเป๋าเองไปก่อน แถมต้องวิ่งไปแลกเงินทอนจากบูธอื่นไปทั่ว ยอดเกินแกเก็บหมด แต่ถ้าขาด จะหักจากเงินเรา ทอนเงินขาดแกไม่ว่า แต่ทอนเกินต้องรับผิดชอบ เด็กด้อยโอหาสจะมาซื้อหนังสือแล้วเค้าได้ลด50% ก็ไม่ให้ขายให้ ฮ่วย งกจริงๆเลยเจ๊ -*-


วันสุดท้ายว่าจะเอากล้องไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก แต่จนแล้วจนรอดก็ดันลืมหยิบไปซะนี่ ครั้นจะเอากล้องจากมือถือถ่าย ก็ไม่ชัดเอาซะเลย เลยไม่มีภาพมาให้ชมกัน
ได้แต่เก็บความประทับใจเอาไว้เป็นความทรงจำที่ดีอีกครั้งหนึ่ง ตลอดไป...


Special Thanks :
- คุณแม่ ที่รีดเสื้อให้ตอนเช้า และซื้อขนมมาให้เอาไว้ไปกินเวลาหิว
- คุณพ่อ ที่หาของกินไว้ให้ตอนกลับมาถึงบ้านทุกวัน
- พี่โอ พี่วัฒน์ 2 เจ้านาย ที่เลือกผมไปทำงานครั้งนี้ ทำให้ได้ประสบการณ์ดีๆกลับมา
- เบียร์ ที่ช่วยหิ้วข้าวหิ้วน้ำมาให้ทุกเช้า ไม่ได้เบียร์ล่ะแย่เลย
- พี่สาว และแฟนของเบียร์ ที่มาช่วยดูร้านให้ ทำให้มีเวลาพักหายใจเพิ่มขึ้น
- จุ่น ที่เป็นเพื่อนไปเหล่+แซวหญิงประจำ
- น้องแพร ที่เป็นเพื่อนเล่นเพื่อนคุย เรียกเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มได้เสมอ
- เบ็น,จอย ที่ช่วยเล่นเป็นเพื่อนน้องแพร เวลาไม่ว่าง
- นั่ม ที่อุตส่าห์ถ่อเอาเกมมาคืนให้ตั้งไกล
- พี่ๆจากบูธนิวเอเซียซี ที่ให้ลองของเล่นฝึกสมองมากมาย
- บูธซีเอ็ด ที่ให้อ่านหนังสือดีๆฟรีๆจบไปหลายเล่ม
- 7-11, ซีเอ็ด, ร้านนายอินทร์, พ.ศ.พัฒนา, อักษรพัฒนา, SIC, ฯลฯ ที่ให้แลกเงินทอนยามฉุกเฉิน
- ห้องครัวประจำศูนย์ประชุมฯ ที่ทำกับข้าวอร่อยๆ และมาส่งให้ยามท้องหิวทุกวัน (แต่ตอนหลังเดินไปตักเอง เพราะได้เยอะกว่า หุหุ)
- โปสเตอร์ภาพยนตร์ Death Note II: The Last Name ที่เรียกคนเข้าร้านได้เพียบ
- และสุดท้าย สมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ที่จัดงานดีๆแบบนี้ขึ้นมา

2006/Jun/19

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปดูมินิคอนเสิร์ตของ Depapapepe

สองหนุ่มดูโอ้กีตาร์จากญี่ปุ่น ที่ร้าน GRAM ชั้น 4 สยามพาราก้อน

เลยเก็บภาพบรรยากาศในงานมาฝากกันครับ

ไม่พูดพร่ำทำเพลงละ ไปดูรูปกันเลยดีกว่า...

อ้อ คลิกฟังเพลงของพวกเค้าไปด้วย เพื่อเพิ่มบรรยากาศก็ดีนะ ^ ^

สถานที่จัดงานคือที่นี่ครับ

คนกำลังมุงซื้อ CD Depapepe กันอยู่

CD จะหมดแล้วนะค้า รีบๆกันหน่อย

พระเอกของงานมาแล้ว

สาวสวยคนขวามือทำที่เป็นล่ามครับ

เพลงแรก Kimidori

Takuya (Depa)

Yoshinari (Pepe)

เล่นเร็วมากจนกล้องจับไม่ทันเลย O_o (จริงๆมือสั่นน่ะ - -")

เพลงต่อไป Summer Parade ครับ

ช่วยกันปรบมือด้วยนะคร้าบ

เล่นกันดีมากๆ

เล่น Start เพลงที่ทำให้ทุกคนรู้จักพวกเขาเป็นเพลงสุดท้าย

ภาษาไทยพูดว่ายังไงน้า ขอดูโพยก่อน

มอบของที่ระลึก

ตี๋ไทย VS ตี๋ญี่ปุ่น

บอย ตรัย

โต๋ ขวัญใจสาวๆ

เอ็มม่าก็มานะคะ

สัมภาษณ์แฟนๆที่มาร่วมงาน

แจกลายเซ็น

ยิ้มแย้มตลอดงานเลยคู่นี้ น่ารักจริงๆ

Depa

Pepe

ได้ลายเซ็นมาแล้วค่ะ

ไหนขอดูชัดๆหน่อย

ด้านในก็มี

แจกลายเซ็นเสร็จแล้ว จับมือกับแฟนๆเล็กน้อย

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

หมดแล้ว สวัสดีครับ

2006/May/30

สวัสดีครับ ไม่ได้มาอัพเดทซะนาน เนื่องจากไม่รู้จะอัพอะไรดี - -"

จะมาเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันเป็นแบบ Diary ก็ขี้เกียจเล่า ก็เลยหายไปนานเลย

จนวันก่อนมีเพื่อนมาบ่น แล้วเพื่อนก็เลยแนะนำว่าให้สอนแต่งภาพ หรือดนตรีสิ

เพราะเห็นผมชอบพวกนี้...

จริงๆก็เคยคิดไว้แหละว่าจะทำเกี่ยวกับสอนดนตรี แต่มันอธิบายเป็นตัวหนังสือลำบาก

และอาจจะนึกภาพตามไม่ออก

ยิ่งคนที่ไม่มีพื้นความรู้ทางนี้ด้วยแล้ว มันต้องได้ยิน ได้เห็น ถึงจะเข้าใจ

เลยตัดสินใจว่าจะสอนแต่งภาพละกัน...

จริงๆแล้วก็ไม่ได้เก่งอะไรมาก ถนัดแค่พวกตกแต่งรูปถ่ายซะมากกว่า

พวกงานกราฟฟิค หรือ CG อะไรพวกนี้ยังอ่อนด้อยยิ่งนัก...

อ๊ะ เกริ่นมาซะยาวเชียว เดี๋ยวจะพาลขี้เกียจอ่านกันซะก่อนไปดู Tip แรกกันเลยดีกว่า GO!!

เพิ่มสีสันให้ภาพถ่าย

เวลาเราไปเที่ยวตามที่ต่างๆแล้วถ่ายภาพวิวมา

เราก็อยากให้ภาพของเราดูมีสีสันสดใสใช่มั้ยครับ

อย่างเราไปเที่ยวทะเล ถ่ายภาพมาก็อยากให้ท้องฟ้าเป็นสีคราม

ผืนทะเลเป็นสีเขียวมรกต แต่ถ่ายมาแล้วสีกลับดูจืดๆ ไม่ค่อยสวยเลย

ตามมาทางนี้ครับ ผมมีวิธีช่วยให้ภาพของคุณดูมีสีสันขึ้นมาได้...

ขั้นแรก เปิดโปรแกรม Photoshop และรูปที่ต้องการแต่งขึ้นมาครับ

* รูปวิวนำมาจาก http://www.st-augustine-condo.comครับผม *

ต่อมา ให้สร้าง Layer ขึ้นมาใหม่ โดยไปที่ Menu Layer >Duplicate Layer...

จะมีหน้าต่างเล็กๆเด้งขึ้นมา ให้เรากด OK

ต่อไป เราจะปรับสีของท้องฟ้ากันนะครับ

ให้ไปที่ Menu Image > Adjustment > Color Balance...

จะมีหน้าต่างของ Color Balance ขึ้นมา ให้เราเลื่อนลูกศรไปทาง Blue

เพื่อเพิ่มสีน้ำเงินให้กับท้องฟ้า

ในกรอบของ Tone Balacne ด้านล่าง จะเห็นว่าเป็นMidtones อยู่

ให้เราปรับทั้ง Shadows และ Highlights ด้วย โดยเลื่อนไปลูกศรไปทาง Blue เช่นกัน

โดยเลือกปรับได้ตามความพอใจ ว่าจะให้สีท้องฟ้าเข้มแค่ไหน เมื่อพอใจแล้วจึงกด OK

เราจะเห็นว่า สีของทั้งภาพจะเพี้ยนไปในทางโทนสีน้ำเงิน

ให้เราทำ Layer Mask บังเอาไว้โดยไปที่ Menu Layer > Layer Mask > Hide All

จะเห็นว่าภาพจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

จากนั้นให้เราเลือกเครื่องมือ Brush Tool จากทางด้านซ้าย

โดยเลือกหัวแปรงที่มีขนาดเหมาะสมกับภาพ หรือตามความถนัด

ให้เลือกสีที่จะระบายเป็นสีขาว แล้วระบายลงในส่วนที่เป็นท้องฟ้า

จะเห็นว่าส่วนที่ระบายลงไปจะมีสีสันสดใสขึ้นมา ให้ระบายในส่วนท้องฟ้าทั้งหมด

ต่อมา เราจะมาเพิ่มสีของพื้นน้ำกัน

ให้เราทำเหมือนเดิม โดยสร้าง Layerขึ้นมาใหม่ โดยก่อนจะสร้าง Layer

ให้เราคลิกเลือกส่วนของ Background ตรง Palette ที่มุมขวาล่างก่อน

แล้วจึงค่อย Duplicate Layer

แล้วไปที่ Color Balance เช่นเดิม

ให้ปรับโทนสีไปทาง Blue และในส่วนของ Midtones ให้เพิ่ม Green ด้วยเล็กน้อย

จนได้สีที่พอใจ

จากนั้นทำ Layer Mask ปิดไว้ แล้วระบายในส่วนที่เป็นน้ำ

จากนั้นให้เลือก Background จาก Palatte อีกครั้ง แล้วไปที่ Color Balance

ปรับเพิ่มโทนสีเขียวเล็กน้อย เพื่อให้สีของพื้นหญ้าดูสดขึ้น

จากนั้นทำการSave ก็เป็นอันจบพิธี

BEFORE

AFTER